LITTEL DOG 的个人资料ในสมุดโน๊ตเล่มนึง...照片日志列表 工具 帮助

ในสมุดโน๊ตเล่มนึง...

(((...2 soul that share a single thought 2 heart that heat as one...)))

AUDCHANG LITTEL DOG

职业
地点
兴趣
...เป็นคนง่ายๆ รักใครก็ได้...แต่ไม่มักง่าย รักได้ทุกคน...

Windows Media Player

2月24日

...(O_o)...

 
 
อากาศเริ่มร้อน
คนเริ่มบ้า
แล้วใครจามาฉีดวัคซีนให้ป๋มนี่ !
...
2月13日

...Valentine !...

 
 
 
... REST ! ...
 
1月21日

...เคยลงโทษใครด้วยความรักหรือยัง ?...

 
วันหนึ่งเมื่อยังเด็ก

แอนดี้น้องชายของฉันนั่งอยู่ที่มุมห้องนั่งเล่น
.....
ในมือข้างหนึ่งมีปากกาหนึ่งด้าม
ขณะที่ในมืออีกข้างหนึ่งก็ถือหนังสือ
สะสมราคาแพงของพ่อ
แอนดี้คงจะปีนขึ้นไปหยิบจากบนชั้นหนังสือ .....
เมื่อพ่อเดินเข้ามาในห้อง

แอนดี้ก็ก้มหน้างุดและทำท่ากระสับกระส่าย
เขารู้ตัวดีเชียวละว่ากำลังทำผิด
แม้จากระยะไกลฉันก็เห็นรอยขีดเขียนเปรอะไปทั่ว
บนหน้าหนังสือของพ่อ
และตอนนี้แอนดี้ก็กำลังจ้องมองด้วยความหวาดหวั่น
รอคอยที่จะถูกทำโทษ พ่อหยิบหนังสือขึ้นมามอง
แล้วก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โดยไม่พูดอะไรสักคำ
หนังสือทุกเล่มมีความหมายต่อพ่อมาก...
หนังสือคือความรู้

และหนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือสะสมราคาแพง
แต่ในขณะเดียวกันท่านก็เป็นพ่อที่รักลูกมาก.....
สิ่งที่พ่อทำในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านั้นยอดเยี่ยมมาก

แทนที่ท่านจะลงโทษหรือดุแอนดี้
หรือแม้แต่ตำหนิความซุกซน !!
พ่อกลับนั่งลง
...
หยิบปากกาในมือแอนดี้ขึ้นมาถือไว้

แล้วก็เขียนอะไรบางอย่างลงในหน้าหนังสือสือสะสม
ราคาแพงนั่นเสียเอง
พ่อเขียนที่ข้างๆ ลายเส้นที่แอนดี้ขีดว่า
ภาษาของแอนดี้เมื่ออายุสองขวบ.....
ต่อไปไม่ว่าครั้งไหนที่พ่อหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเปิด

พ่อก็จะเห็นใบหน้าน้อยๆ
ที่น่ารักและดวงตาที่สดใสของลูก
และจะขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเด็กน้อยคนนี้มาให้
ขีดเขียนบนหนังสือแสนหวงของพ่อ

ลูกทำให้หนังสือเล่มนี้ของพ่อมีความหมาย....
เหมือนกับที่พี่ๆของลูกนำความหมายมาสู่ชีวิต

ของพ่อเหมือนกัน”

"
ว้าว...” ฉันคิด นี่หรือคือการลงโทษของพ่อ?

นานๆครั้งฉันก็จะหยิบหนังสือที่สะสมไว้มาให้ลูกหลาน

ของฉันขีดเขียนเล่น
ทุกครั้งที่มองดูลายมือหยุกหยิกเหล่านั้น
ฉันก็จะนึกถึงสิ่งที่พ่อทำในวันนั้น

พ่อได้สอนให้ฉันรู้ว่า...’อะไรกันแน่ที่มีค่าต่อชีวิต
ของเราอย่างแท้จริง’

.......
ซึ่งนั่นก็คือคนที่เรารักไม่ใช่วัตถุสิ่งของ’

ลองมองย้อนดูตัวคุณเองในแต่ละวัน เหตุการณ์แบบนี้
เกิดขึ้นได้อยู่เสมอ

เช่นคุณนั่งกินข้าวกับภรรยาอยู่ที่ร้านอาหาร
เธอหวังดีอยากจะเทซอสให้คุณ
แต่มันกลับหกไปเลอะเสื้อตัวเก่งของคุณ
และคุณก็ทำสีหน้าที่ตำหนิเธอและคำพูดที่บอกว่า...

เดี๋ยวผมเทเองก็ได้” นอกจากคำขอโทษที่เธอบอก

น้ำตาใสๆก็เริ่มเอ่อขึ้นในใจเช่นเดียวกัน
......เพราะอาหารมื้อนั้น
ไม่มีรสชาติสำหรับเธอเสียแล้ว...

แต่ถ้าคุณบอกกับเธอว่า ถ้าซักไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก


เมื่อผมหยิบเสื้อขึ้นมาใช้ครั้งใด
ผมจะหวนนึกถึงร้านอาหารนี้ทุกครั้งไป...
ที่ได้มีโอกาสมาทานข้าวกับคุณ

และได้คิดถึงทุกครั้งว่าภรรยารัก
และเอาใจใส่ผมมากเท่าใด....
1月9日

<---------------- เ รื่ อ ง เ ล่ า ข อ ง ค ว า ม รั ก --------------->

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว
 
มีเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งรวบรวมความรู้สึกอาศัยอยู่ด้วยกัน
ทั้งความสุข ความเศร้า ความรู้ และอื่นๆ รวมทั้งความรัก
วันหนึ่งมีประกาศไปยังความรู้สึกทั้งหมดว่าเกาะกำลังจะจม
ดังนั้น ทั้งหมดจึงเตรียมเรือเพื่อที่จะหนีออกจากเกาะ
 
ความรักเท่านั้น ที่ตัดสินใจจะอยู่บนเกาะ
ความรักต้องการที่จะอยู่จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย
 
เมื่อเกาะจะจม
ความรักตัดสินใจขอความช่วยเหลือ
 
ความรวยแล่นเรือผ่าน ความรวยตอบว่า...
"ไม่ได้หรอก ฉันรับเธอไม่ได้ เพราะเรือฉันน่ะ
เต็มไปด้วยทองและเงินแล้ว มันไม่มีที่ให้คุณ"
 
ความรักจึงตัดสินใจจะถามความเห็นแก่ตัว
ซึ่งผ่านมาด้วยเรือลำงาม
"ความเห็นแก่ตัวช่วยฉันด้วย"
"ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก ความรัก
คุณน่ะเปียก อาจจะทำให้เรือฉันเปียกด้วย"
 
ความเศร้าได้พายเรือผ่านมา
ความรักก็ได้เอ่ยขอความช่วยเหลืออีก
ความเศร้าตอบว่า
"โอ้ความรัก ฉันกำลังเศร้ามากเลย
ฉันต้องการอยู่คนเดียว ขอโทษนะ"
 
ความสุข ได้ผ่านความรักไปเหมือนกัน
แต่เขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียงร้องเรียก
ขอความช่วยเหลือของความรัก
เพราะมัวแต่กำลังสุข
 
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
"มานี่ความรัก ฉันจะรับคุณไปเอง"
เสียงนั้นเป็นเสียงของคนแก่คนหนึ่ง
ความรักรู้สึกขอบคุณและดีใจเป็นอย่างมาก
จนลืมถามชื่อว่าใครเป็นผู้ใจดีคนนั้น
 
เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงแผ่นดินที่แห้ง
คนแก่ก็จากไปตามทางของเขา
ความรักนึกขึ้นมาได้ว่าลืมถามชื่อคนแก่คนนั้น
ความรักจึงถามความรู้และคนอื่นๆ
ใครเหรอที่เป็นคนช่วนฉัน
 
ความรู้ตอบว่า "เวลา"
 
"แต่ทำไมเวลาถึงช่วยฉันล่ะ ?"
ความรู้ยิ้มในความรอบรู้ของตัวเอง
แล้วตอบความรักว่า
 
"ก็เพราะมีเพียงเวลาเท่านั้น
ที่เข้าใจว่า
ความรักยิ่งใหญ่แค่ไหนน่ะสิ"
12月23日

...เย็นของอีกวัน...(ไปเรื่อยเลย)...

 

        วันนี้จริงๆ แล้วเค้าห้ามขายเหล้า นะ เพราะว่าพรุ่งนี้จะเลือกตั้ง แต่ด้วยความคิดของขี้เมา 2 คน ที่ไม่ได้เจอกันมานานจึงตกลงปลงใจแวะ 7 หน้า มช. เอาเบียร์มา 2 แพค มาคิดเงินคนขายมองนาฬิกา ยงไม่ถึง 6 โมงเย็น ขายได้ (เสร็จโจร...) แล้วเราก็ขี่มอไซค์ขึ้นดอย เป้าหมายคือน้ำตกวังบัวบาน นั่งตรงโขดหินบนหน้าผาริมน้ำ ทะเลเหมาะอย่าบอกใคร จัดการเอาเบียร์แช่น้ำ หุหุ เป็นไปตามแผน มองลงไปเบื้องล่างเห็นวิวเมืองเชียงใหม่ ค่อยๆ มืดลง อากาศก็เย็นสบายอย่าบอกใคร นั่งคุยกันไปก็เริ่มมืด จนมองเห็นเมืองทั้งเมืองอยู่ภายใต้แสงไฟ พระจันทร์ลอยเด่นขึ้นมาทักเรา นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ นอนลงบนโขดหิน มองเห็นดาวบนท้องฟ้าท่ามกลางแสงจันทร์ จนน่าอิจฉา ความจริงบรรยากาศแบบนี้สำหรับคนเป็นแฟนกันก็สุดยอดเลยนะ แต่นี่ดันเป็นขี้เมา 2 คนไปซะได้ นั่งคุยกันไปเรื่อยๆ เอามือควานลงไปในน้ำ นั่น เบียร์หมดซะละ หมดกัน อยู่ต่อไม่ได้แล้ว เริ่มหนาว ลงเขากันดีกว่า ไปต่อก็ไม่ได้ร้านเหล้าปิดหมด เลยแวะกินข้าวแล้วแยกย้ายกันกลับ...

...อารมณ์ค้าง...ต่อจากเมื่อวาน...

        เนื่องจากว่าที่บ้านนัดกันไปตั้งแคมป์ในสวนบนดอย เลยชวนกันไปต่อ เพราะอารมณ์ค้างเนื่องมาจากเมื่อวาน... โดยนัดเจอกันตอนบ่าย กลับบ้านไปลงคะแนนเลือกตั้งเสร็จ ก็ออกเดินทางขึ้นเขากันเลย ทางขรุขละและลื่นเป็นบางช่วงสืบเนื่องมาจากเส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางสำหรับออกทริปผจญภัย จึงมีทั้ง

ATV Buggy และ Motorcross มาวิ่งกัน ส่วนเราก็แมงกาไซค์ธรรมดาลุยกันไป ขี่ไปกลางทางเจอฝรั่งขี่ mountainbike อีก พอไปถึงที่หมายก็จัดแจงกางเต้นท์กันไว้ก่อน (เด๋วเมาละจะไม่ได้กาง) แล้วก็ไปเดินเล่นรอบๆ สวน ส่วนเพื่อนเราก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ งานนี้เราไม่ได้เอากล้องมาเพราะลืมไว้ไหนไม่รู้ อยู่ที่นี่เหมือนถูกตัดขายจากโลกภายนอกโดยปริยายเพราะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ (ดีเหมือนกันนะไม่ต้องคอยพะวงว่าจะมีใครโทรหาเป่า) พอเด็กคนนั้นตื่นก็เข้าไปเล่นในเต้นท์เราเลยแถมไม่พอให้เราเป็นเพื่อนเล่นน้ำในลำธารกันอีก พอเริ่มค่ำก็จัดการขึ้นไปที่พัก 18.00 น. เวลากำลังดีหลังยกธงลงจากยอดเสา เริ่มตั้งวงสิครับ นั่งกินกัน 2 คนอุ่นเครื่องรอพวกพี่ๆ พอมาถึงก็นั่งล้อมวงกันเป็นวงใหญ่ บรรยากาศอบอุ่น(เพราะนั่งกินกันข้างกองไฟ หุหุ) ต่างคนต่างหิ้วนั่นมา นู่นมากันคนละไม้ละมือ แล้วมาจอยกัน ย่างกันไป กินกันไป จนถึงเที่ยงคืนกว่า เริมได้ที่ เสบียงเริ่มร่อยหลอ ส่วน 2 เราเหล้าที่เตรียมมาก็หมดพอดี จะกินเหล้าต่อก็จะกลายเป็น 3 กะสัด เลยพอกันดีกว่า ไม่งั้นพรุ่งนี้ไปงานไม่ได้แน่ๆ แต่รู้สึกคู่หูยัง...ค้างนิดหน่อย เลยไปนั่งกินกะน้าๆ ต่อ ด้านญาติๆ เริ่มทยอยเข้าไปนอนกัน บางคนนอนในเต้นท์ บางคนนอนท้ายรถ เตรียมเต้นท์กันมาไม่พอ งานนี้เรา 2 คนเลยตัดสินใจเอาถุงนอนที่เตรียมมาไปนอนข้างกองไฟกัน เสียสละเต้นท์ให้คนแก่นอน หุหุ ดึกๆ มาไฟมอด หนาวๆๆๆๆๆ คู่หูทนไม่ไหวเลยลุกไปสุมไฟเพิ่ม นอนกันไปหลับๆ ตื่นๆ มาลุกกันตอน 6 โมงกว่า หนาวมาก ตื่นเช้ามาก็โดนเจ๊บ่นใหญ่เลยเลย เพราะเมื่อคืนกางเต้นท์ให้แล้วไม่ได้เอาผ้ากันนำค้างคลุมให้ (ก็นอนใต้กอไผ่นี่นา คงไม่มีน้ำค้างหรอก หุหุ) ตื่นมาบรรดาแม่ครัวก็พากันทำอาหารเช้า มีทั้งต้มน้ำให้พวกผู้ชายชงกาแฟกัน และต้มข้าวต้มกินกัน แต่น่าเสียดายที่เรา 2 คนอยู่กินมื้อเช้าด้วยไม่ได้ เพราะต้องรีบออกมาทำงานกัน อากาศกำลังดี น้ำค้างเกาะอยู่ตามยอดไผ่ เป็นเม็ดๆ พอเราออกจากหุบนั้นมาได้อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้น พอกลับมาถึงบ้านก็แยกย้ายกันไปตามระเบียบ...

จริงๆ แล้วการที่จะหาเพื่อนรู้ใจสักคนนั่งกินเหล้าด้วยกันเนี่ยมันยาก นะ แต่ถ้ามีแล้วมันก็ยาว...

 
第 1 张,共 9 张